Page 72 - การพัฒนาทักษะและประสบการณ์วิชาชีพ สำหรับผู้นำทางการศึกษา
P. 72
12-62 การพัฒนาทักษะและประสบการณ์วิชาชีพสำ�หรับผู้นำ�ทางการศึกษา
การด�ำ เนนิ การวเิ คราะหส์ นามพลงั นีจ้ ะมปี ระสทิ ธผิ ลสงู การวเิ คราะหจ์ ะตอ้ งอยูบ่ นพืน้ ฐานของ
ข้อมูลที่ได้มากกว่าการเป็นผลจากความต้องการและการรับรู้ของผู้วางแผนเพียงอย่างเดียว
4.2 การใช้วงจร PDSA ประกอบด้วยการดำ�เนินการ 4 ขั้นตอนคือ การวางแผน (planning)
เป็นระยะที่มีการประเมินและการวางแผนเกิดขึ้น การดำ�เนินการ (doing) เป็นการนำ�แผนไปปฏิบัติ การ
ศึกษาตรวจสอบ (studying) เป็นการรวบรวมข้อมูลจากกระบวนการปฏิบัติและผลกระทบที่เกิดขึ้น และ
การประเมิน (acting) เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปเกี่ยวกับจุดแข็ง จุดอ่อนของแผนและการนำ�แผนไป
ปฏิบัติ วงจรนี้เป็นวงจรที่ถือเป็นหัวใจของการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
4.3 การวางแผนกลยุทธ์ มีความเชื่อว่า การวางแผนและผลที่ได้จากแผนเป็นผลจากสภาพ-
แวดล้อมทั้งภายในและภายนอก มีขั้นการดำ�เนินการอยู่ 9 ขั้น คือ 1) ระบุความเชื่อขององค์การ 2) ระบุ
วิสัยทัศน์ขององค์การ 3) ระบุพันธกิจขององค์การ 4) กำ�หนดนโยบาย 5) วิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก
6) วิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน 7) กำ�หนดวัตถุประสงค์ 8) พัฒนาและวิเคราะห์ทางเลือก และ 9) จัดทำ�
แผนปฏิบัติการ
ทักษะการสงั เกต
การนิเทศการศึกษาเป็นการทำ�งานร่วมกันระหว่างผู้นิเทศและผู้ครูรับการนิเทศ และอาศัยการมี
ปฏิสัมพันธ์อันดีต่อกัน ทักษะการสังเกตเป็นทักษะเชิงเทคนิคอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้นิเทศสามารถเข้าใจ
สภาพการณท์ ีเ่ กดิ ขึน้ ในชัน้ เรยี นหรอื ในโรงเรยี น มองเหน็ ปญั หาและแนวทางการแกไ้ ขปญั หาเพือ่ ใหก้ ารนเิ ทศ
ที่มีคุณภาพ กลิกแมน กอร์ดอนและรอสส์ กอร์ดอน (Glickman, Gordon and Ross-Gordon, 2009: 181)
กล่าวว่า ในกระบวนการสังเกตนี้จะมี 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นการบรรยาย (describe) สิ่งที่สังเกตเห็น และ
ส่วนที่เป็นการตีความ (interpretation) ทั้ง 2 ส่วนนี้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเกือบพร้อมกัน นั่นคือ เมื่อ
ผู้นิเทศสังเกตสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็จะบูรณาการสิ่งที่สังเกตเข้ากับภาพความทรงจำ�ที่เคยมีมา ซึ่งก็จะไปสัมพันธ์
กับประสบการณ์ที่มีความพอใจและความไม่พอใจ อันเป็นการให้คุณค่าและความหมายของสิ่งที่สังเกต
การที่ผู้นิเทศจำ�นวนมากมักจะตีความการสังเกตในทันที เช่น การสังเกตเห็น “นักเรียนนั่งหาวในห้องเรียน”
ผู้นิเทศจะสรปุ ตีความไปเลยวา่ “นักเรยี นรูส้ กึ เบื่อ” ซึง่ ลกั ษณะเช่นนีเ้ ป็นการตดิ กบั ดกั ความคิดของตน ท�ำ ให้
การสังเกตและการตีความอาจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้ และทำ�ให้ผู้นิเทศใช้การตัดสินซึ่งอาจจะ
ถูกต้องหรือผิดกับสภาพหรือความหมายที่เกิดขึ้นจริง ส่งผลให้การนิเทศเพื่อการพัฒนาคุณภาพไม่ประสบ
ความสำ�เร็จได้
กลิกแมน กอร์ดอนและรอสส์ กอร์ดอน (Glickman, Gordon and Ross-Gordon, 2009: 183)
ได้จำ�แนกการสังเกตออกเป็น 2 ประเภทคือ การสังเกตเชิงปริมาณ (quantitative observations) กับ
การสังเกตเชิงคุณภาพ (qualitative observations) สาระสำ�คัญของการสังเกตทั้ง 2 ประเภท มีดังนี้
1. การสังเกตเชิงปริมาณ เป็นวิธีการวัดและศึกษาเหตุการณ์หรือพฤติกรรมต่างๆ ในชั้นเรียน ซึ่ง
จะต้องมีการนิยามเหตุการณ์หรือพฤติกรรมและมีการจัดกลุ่มพฤติกรรมไว้อย่างชัดเจน เพื่อที่จะทำ�ให้ผล
การสังเกตสามารถนำ�มาคำ�นวณทางสถิติได้ เครื่องมือในการสังเกตเชิงปริมาณ ได้แก่

