Page 37 - ความรู้และทักษะการสื่อสารชุมชน
P. 37
การเลือกใช้สื่อหรือช่องทางการสอื่ สารส�ำหรบั การสื่อสารชมุ ชน 5-27
4) กลุ่มผู้รับสารที่ได้รับผลอย่างแท้จริงจากสื่อ (actually affected public) ไดแ้ ก่ กลมุ่ ผรู้ บั สาร
กลมุ่ พเิ ศษทมี่ คี วามสมั พนั ธท์ เี่ ปน็ ลกั ษณะเฉพาะกบั สอื่ ซง่ึ เราอาจจะศกึ ษาไดจ้ ากพฤตกิ รรมผรู้ บั สารหลาย
อยา่ ง เชน่ การเขยี นจดหมายเข้าไปแสดงความคดิ เหน็ การเขา้ รว่ มกจิ กรรมท่รี ายการวิทยุจัด เปน็ ต้น
การแบ่งประเภทของผู้รับสารในลักษณะที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นผลให้การศึกษาผู้รับสารมีความ
ละเอียดมากย่ิงข้ึน
นอกจากนัน้ กาญจนา แกว้ เทพ (อ้างแล้ว, น. 215-227) ได้น�ำเสนอแบบการวิเคราะห์ผู้รับสาร
เพื่อให้สะดวกต่อการน�ำไปใช้งานในภาคปฏิบัติ โดยแบง่ ออกเปน็ 3 แนวทาง คือ 1) การวเิ คราะหผ์ รู้ บั
สารตามคุณลักษณะของประชากร (Demo-graphic aspect) 2) การวิเคราะห์ผู้รบั สารตามคุณลักษณะ
ดา้ นจติ วิทยา (Psychological aspect) และ 3) การวิเคราะห์การแสวงหาขา่ วสารของผรู้ บั สาร (Infor-
mation Acquisition)
แนวทางท่ี 1 การวิเคราะห์ผรู้ ับสารตามคุณลักษณะของประชากร (Demo-graphic aspect) เปน็
วธิ ีการท่เี รามกั จะพบในงานวิจยั โดยทวั่ ไป
ส�ำหรับงานวิจัยด้านนิเทศศาสตร์นั้นตัวแปรด้านประชากรที่นิยมน�ำมาใช้มีอยู่ 5 ตัวเเปร ได้แก่
ตัวแปรแรก คือ อายุ ตัวแปรทีส่ อง คือ รายได้ ตวั แปรท่สี าม คอื การศกึ ษา ตวั แปรท่สี ่ี คือ องคป์ ระกอบ
ครัวเรือน เชน่ ครอบครวั เดยี่ วหรอื ครอบครัวขยาย และตัวแปรทหี่ า้ คือ ฐานะ เศรษฐกจิ (รายได)้ ดังนี้
1) ตวั เเปร เรอื่ ง อายุ ทา่ มกลางบรรดาตวั แปรดา้ นประชากรทง้ั 5 ตวั แปรนน้ั ตวั แปรเรอื่ ง อายุ
นับว่าเป็นตัวแปรท่ีค่อนข้างมีความส�ำคัญอย่างมาก สืบเน่ืองจากแบบแผนความคิด ภูมิหลังและ
ประสบการณ์ของบคุ คลมกั จะถกู กำ� หนดมาจากบรบิ ทสังคมในชว่ งเวลานนั้ ๆ อายุของผู้รับสารจงึ สามารถ
จะชว่ ยบ่งชีไ้ ดว้ ่า เขาเป็นคนในรนุ่ ไหน (generation) เช่น เป็นคนรุ่นปี 1960, 1970 ฯลฯ โดยท่แี ต่ละชว่ ง
เวลาน้นั สภาพแวดลอ้ มระดบั กว้างของสังคมจะแตกต่างกันออกไป
ในแงน่ อี้ ายขุ องปจั เจกบคุ คลทเี่ ปน็ ตวั แปรระดบั จลุ ภาคจะถกู พจิ ารณาโดยมคี วามสมั พนั ธก์ บั
สภาพแวดลอ้ มของสงั คมซงึ่ เปน็ ตวั แปรระดบั มหภาค และการทสี่ ามารถใช้ “อาย”ุ เปน็ ตวั แปรหนงึ่ ในการ
จดั กลมุ่ ของผรู้ บั สารกเ็ นอื่ งมาจากความเชอื่ วา่ คนในอายรุ นุ่ ราวคราวเดยี วกนั จะผา่ นประสบการณท์ างสงั คม
ทีค่ ลา้ ยคลงึ กัน
ในการศกึ ษาตวั แปรเรอื่ ง “อาย”ุ อาจศกึ ษาโดยดคู วามสมั พนั ธก์ บั ตวั สอื่ เชน่ การตรวจสอบ
จำ� นวนประชากรในแตล่ ะชว่ งอายุ แลว้ ลองเปรยี บเทยี บกบั ปรมิ าณสดั สว่ นของสอื่ สำ� หรบั มวลชนเพอ่ื ตรวจ
สอบว่า มคี วามสมดุลกนั หรอื เปล่า มกี ลุม่ ผู้รับสารกลมุ่ ใดท่ีหลดุ หายไปจากความสนใจของส่อื เช่น กลุม่
เด็กเลก็ กลุ่มคนแก่ เป็นต้น
ส�ำหรับการแบ่งประเภทของตัวแปรเร่ือง “อายุ” น้ันไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวว่าจะต้องแบ่ง
ช่วงอายุเป็นช่วงช้ันโดยแบ่งช้ันละ 5-10 ปีเท่าน้ัน แต่สามารถจะน�ำตัวแปรเรื่อง “อายุ” มาใช้อย่าง
สรา้ งสรรคโ์ ดยจดั แบง่ ใหเ้ ขา้ กบั ประเดน็ หวั ขอ้ ทจ่ี ะศกึ ษา ตวั อยา่ งเชน่ งานวจิ ยั ของเมญาพมิ พ์ สมประสงค์
(2538) ทำ� การศึกษาความคดิ เห็นเรอ่ื ง “ความเปน็ ไทย” ทีป่ รากฏในโฆษณาทางโทรทศั น์ ผวู้ จิ ัยมีความ
เชื่อว่าคนไทยมีอายุแตกต่างกันอย่างมากๆ จนสามารถแบ่งได้เป็นคนรุ่นอาวุโสเเละคนรุ่นใหม่ ซ่ึงมี
ประสบการณ์ภูมิหลังในเร่ืองการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมไทยในช่วง 40 ปีท่ีผ่านมาน้ีอย่าง

